จุดกำเนิดของ ภาพยนตร์ ย้อนรอยสู่ยุคขาวดำ

จุดกำเนิดของภาพยนตร์

หากพูดถึง ภาพยนตร์ ในวันนี้ เราคงนึกถึงภาพสีสันสดใส เอฟเฟกต์ตระการตา และเสียงรอบทิศทางที่สมจริง แต่เคยสงสัยไหมครับว่า ศิลปะแห่งการเคลื่อนไหวนี้เริ่มต้นมาจากไหน? ก่อนที่โลกจะเต็มไปด้วยภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ภาพยนตร์เรื่องแรกๆ มีหน้าตาอย่างไร วันนี้เราจะพาทุกคนย้อนเวลากลับไปสู่ จุดกำเนิดของภาพยนตร์ ในยุคที่โลกยังเป็นแค่ภาพขาวดำ และความเงียบคือภาษาเดียวที่ใช้สื่อสาร

เมื่อภาพนิ่งเริ่มเคลื่อนไหว จากภาพถ่ายสู่ภาพยนตร์

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ไม่ได้มาจากห้องอัดที่ซับซ้อน แต่มาจากความอยากรู้อยากเห็นของนักประดิษฐ์ในศตวรรษที่ 19 ครับ ย้อนไปในยุคนั้น กล้องถ่ายรูปเป็นสิ่งมหัศจรรย์อยู่แล้ว แต่มีนักคิดบางคนเริ่มตั้งคำถามว่า “จะเป็นไปได้ไหมที่จะทำให้ภาพถ่ายหลายๆ ภาพเรียงต่อกันจนดูเหมือนเคลื่อนไหว?”


หนึ่งในบุคคลสำคัญที่ต้องพูดถึงคือ เอดเวิร์ด ไมบริดจ์ (Eadweard Muybridge) นักถ่ายภาพชาวอังกฤษผู้โด่งดังจากผลงาน “การเคลื่อนไหวของม้า” ในปี ค.ศ. 1878 เขาใช้กล้องหลายตัววางเรียงกันเพื่อจับภาพม้าที่กำลังวิ่งเหยาะๆ และเมื่อนำภาพเหล่านั้นมาเรียงต่อกันบนแผ่นจานหมุนที่เรียกว่า Zoopraxiscope ภาพที่ได้ก็ทำให้ทุกคนทึ่ง เพราะมันคือภาพเคลื่อนไหวภาพแรกๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา การทดลองของไมบริดจ์เป็นเหมือนประกายไฟที่จุดประกายให้คนอื่นๆ เริ่มพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อ

สองพี่น้องผู้ให้กำเนิดโรงภาพยนตร์

หลังจากนั้นไม่นาน โลกก็ได้รู้จักกับสองพี่น้องชาวฝรั่งเศส โอกุสต์ (Auguste) และ หลุยส์ ลูมิแยร์ (Louis Lumière) ทั้งคู่ไม่ได้แค่อยากสร้างภาพเคลื่อนไหว แต่ต้องการสร้างเครื่องมือที่สามารถถ่ายและฉายภาพเหล่านั้นได้ในที่เดียว และในที่สุดพวกเขาก็ทำสำเร็จด้วยการประดิษฐ์ Cinématographe ซึ่งเป็นทั้งกล้องถ่ายภาพ เครื่องพิมพ์ฟิล์ม และเครื่องฉายภาพในตัวเดียวกัน

 

วันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1895 คือวันที่โลกต้องจารึกไว้ เพราะเป็นครั้งแรกที่สองพี่น้องลูมิแยร์จัดฉาย ภาพยนตร์ ต่อสาธารณชน โดยมีค่าเข้าชม การฉายครั้งนั้นมีภาพยนตร์สั้นๆ หลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ L’Arrivée d’un train en gare de La Ciotat (รถไฟมาถึงสถานีลา ซิโอตา) ซึ่งเป็นภาพรถไฟที่กำลังพุ่งตรงเข้ามาหาผู้ชม เรื่องเล่ามีอยู่ว่าผู้ชมในวันนั้นตกใจและหวาดกลัวจนต้องลุกหนีออกจากที่นั่ง เพราะพวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน นั่นคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจโรงภาพยนตร์ อย่างแท้จริง

 

เมื่อภาพเคลื่อนไหวเริ่มเล่าเรื่อง

ในช่วงแรกๆ ภาพยนตร์ส่วนใหญ่เป็นเพียงภาพสารคดีสั้นๆ หรือภาพเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน แต่ในเวลาไม่นาน ผู้สร้างก็เริ่มเข้าใจว่าภาพยนตร์สามารถเล่าเรื่องราวได้ ชาร์ลี แชปลิน (Charlie Chaplin) คือหนึ่งในบุคคลที่โดดเด่นที่สุดในยุคนี้ เขาสวมบทบาทเป็น คนจรจัดน้อยๆ (The Tramp) ผู้สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับผู้คนทั่วโลก แม้จะไม่มีบทพูด แต่ด้วยการแสดงออกทางสีหน้าท่าทางที่เข้าถึงอารมณ์ เขาก็สามารถสื่อสารเรื่องราวความรัก ความเศร้า และความหวังได้อย่างลึกซึ้ง

 

นอกจากแชปลินแล้ว ยังมีภาพยนตร์คลาสสิกอีกมากมายในยุคนี้ที่กลายเป็นตำนาน เช่น A Trip to the Moon (การเดินทางสู่ดวงจันทร์) ของ ฌอร์ฌ เมลิเยส (Georges Méliès) ซึ่งใช้เทคนิคพิเศษทางภาพเป็นครั้งแรกๆ และถือเป็นบิดาแห่งภาพยนตร์แฟนตาซีเลยก็ว่าได้

จุดกำเนิด ภาพยนตร์ ย้อนรอยสู่ยุคขาวดำ

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเสียงและสี

แม้ภาพยนตร์เงียบจะได้รับความนิยมอย่างสูง แต่ก็มีนักประดิษฐ์ที่พยายามจะเพิ่มเสียงเข้าไปในภาพยนตร์ การทดลองหลายครั้งประสบความล้มเหลว แต่ในปี ค.ศ.1927 ภาพยนตร์เรื่อง The Jazz Singer ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นมา เมื่อตัวละครในเรื่องพูดประโยคสั้นๆ ว่า “Wait a minute, wait a minute. You ain’t heard nothin’ yet!” ประโยคเดียวนี้ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของวงการภาพยนตร์ไปตลอดกาล และเป็นการสิ้นสุดยุคภาพยนตร์เงียบอย่างเป็นทางการ


หลังจากนั้นเทคโนโลยีก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ภาพยนตร์สีเริ่มเข้ามามีบทบาท The Wizard of Oz (พ่อมดแห่งออซ) ในปี ค.ศ. 1939 เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจด้วยการเปลี่ยนจากภาพขาวดำเป็นภาพสีเมื่อโดโรธีเดินทางไปถึงดินแดนแห่งออซ ทำให้ผู้ชมได้สัมผัสกับมนตร์เสน่ห์ของโลก ภาพยนตร์ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

สรุป

การเดินทางสู่จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ในยุคขาวดำทำให้เราได้เห็นว่า แม้จะไม่มีเสียง ไม่มีสี แต่จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ก็สามารถสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ขึ้นมาได้ ภาพยนตร์ในยุคแรกๆ เหล่านั้นไม่ได้เป็นแค่การเคลื่อนไหวของภาพ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเล่าเรื่องราวที่ยังคงสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้